จริงๆแล้วตั้งแต่โดน Tag ครั้งก่อนก็ไม่เคยเข้าไปอ่านของใครอีกเลย เพราะว่าไม่อยากรู้ ไม่อยากเห็นอะไรทั้งนั้น -*- แล้วที่สำคัญก็ไม่อยากจะไปเจอชื่อเราเป็นคนต่อไปด้วย เห้ออออออ
แต่แล้วเมื่อสองสามวันก่อน ได้รับ PM มาจากหนูเก้า หัวข้อเหมือนจะเชิญชวนเราไปเล่นเกมส์อะไรบางอย่าง เราเลยกดเข้าไปซะได้ -*-
พอเปิดเข้าไปมีข้อความสั้นๆ พร้อมลิ้งไปในเว็บของน้องเก้า ตอนแรกก็คิดในใจ คงเป็นเกมส์แน่ๆ เลยคลิ๊กไปไม่รั้งรอ -*-
โดนเลยครับท่าน โดนเต็มใบเลย -*- เอาเป็นว่าตอนนี้ว่างๆก็จะชดใช้กรรมที่ได้รับแล้วกัน และก็จะไม่มีใครได้รับ Tag อันนี้ ต่อจากผมนะครับ ขอผมชดใช้กรรมนี้คนเดียวก็พอ :D
เรื่องมีอยู่ว่า ใน พ.ศ. 2553 เป็นช่วงปีที่บ้านเมืองถึงวิกฤตสุดๆ ทั้งในด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในหลายๆอย่างที่สำคัญ ประชาชนตกงานกันมากกว่า10 ล้านคน GDP ของประเทศลดลงถึง3 เท่าตัวจากปี 2548 (สมัยท่านแม้วยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี)
ผมเองในวัย 25 ปี ด้วยฐานะที่เป็นนักอนุรักษ์หัวเอียงซ้ายที่เพิ่งจะตกงานหมาดๆ ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆจำนวนหนึ่งเพื่อก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลของนายอะพิสิด (ขออนุญาติเขียนอย่างนี้ -*-) ซึ่งนำระบบสังคมนิยมหัวเก่ามาใช้ทำให้บ้านเมืองมีปัญหากับต่างชาติหลายประเทศ เนื่องด้วย ผ่ายการต่างประเทศไม่มีความสามารถพอ จนเป็นต้นเหตุให้คนตกงานเป็นเบือ
แผนการเริ่มไปได้อย่างแยบยลโดยมีนักการเมืองฝ่ายค้านสนับสนุนอยู่เงียบๆ จนมาถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ซึ่งเนวันเกิดครบรอบ 25 ปีของผมพอดี พวกผมได้จัดชุมนุมใหญ่กันขึ้นที่สวน...... สวนรถไฟแล้วกัน -*- คนที่เห็นด้วยกับแนวทางของพวกผมมาชุมนุมกันแน่นสวนรถไฟ การปราศรัยได้เริ่มขึ้นเวลา 10.50น. (เวลาผมเกิดอีกเหมือนกัน) โดยที่มีนัการเมืองผู้หนุนหลัง ออกมาเปิดเผยตัวเองเป็นครั้งแรก และตัดพ้อต่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างไม่มีชิ้นดี และประกาศสงครามผ่านถ้อยคำที่สบถออกมาอย่างเก็บกด
ทางด้านครอบครัวผมได้ยินเช่นนั้นทางทีวี ก็ได้โทรมาหาผมทันทีด้วยความเป็นห่วง ผมจึงบอกทางบ้านให้สบายใจได้ ผมต้องกลับบ้านแน่ๆ ไม่ต้องเป็นห่วง และแล้วการปราศรัยก็ล่วงเลยมาหลายชั่วโมง จนมีเหตุการที่เป็นจุดเปลี่ยนเกิดขึ้น
ได้มีรถถังหลายสิบคัน มาปิดล้อมสวนรถไฟไว้ทุกด้าน และมีทหารทั้งกองพันติดอาวุธครบมือเข้ามายิงกราดใส่ผู้คนจนล้มตายนับหมื่น ผมเองในฐานะแกนนำถูกจับกุมพร้อมกับเพื่อนๆแกนนำทั้งหมดอยู่ในปั๊ม ปตท. หน้าทางเข้า ในขณะนั้นเองแฟนสาวของผมหลังจากที่วางโทรศัพท์ไปเมื่อซักครู่ก็ออกจากบ้านมาหาผมในทันที
และเธอก็มาถึง ด้วยความเป็นห่วงเธอก็พยายามฝ่าด่านทหารที่ปิดล้อมปั๊ม ปตท.ไว้อย่างสุดชีวิตด้วยน้ำตานองหน้า ผมเองก็รู้ว่าเธอเขามาไม่ได้แน่ๆและก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ได้เจอเธอหรือเปล่า ผมจึงตัดสินใจวิ่งฝ่าทหารที่คุมตัวผมอยู่ไปหาเธอ ถึงแม้จะรู้ว่ามันจะเป็นจุดจบของชีวิตผมก็ตาม
ผมวิ่งไป พร้อมกับได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด และผมก็ล้มลงไปไถลกับพื้น ร่ายกายอันเจ็บปวดของผมอาบไปด้วยเลือด กระสุน 3 นัดนั้นเจาะเข้าไปในท้อง ขา และ ไหล่ของผม ผมลืมตาขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด สิ่งที่ผมเห็นคือแฟนสาวของผมที่ยังคงพยายามตะกุยตะกายทหารที่ปิดทางอยู่อย่างไม่ลดความตั้งใจ
ผมจึงตัดสินใจ เอาแรงเฮือกสุดท้าย ยันกายขึ้นมาแล้ววิ่งเข้าไปหาเธอจนสำเร็จในที่สุด
นาทีนี้ เป็นนาทีที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผม เพราะว่ามันเป็นนาทีสุดท้ายแล้วที่ผมจะได้อยู่กับคนรักของผม ในโลกนี้ เราสองคนร่ำไห้ พรรณาต่างๆนาๆ ให้กำลังใจกัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายจะได้ใช้ชีวิตต่อไปอย่างหมดห่วง
และแล้วเวลาของผมก็หมดลง ผมเริ่มทนความเจ็บปวดจากบาดแผลไม่ไหว มันเกินที่จะทนจริงๆ ผมเลยตัดสินใจพูดคำสุดท้ายที่ผมจะได้พูดในชีวิตนี้ ผมเอามือที่เหลือแรงอันน้อยนิดของผม ไปเช็ดน้ำตาของเธอจนแห้งสนิททั้งใบหน้า ยิ้มให้เธอ และ พูดกับเธอว่า..... "แน็ค - รัก - นิ - คอน"